สมัครเรียนพิเศษ โทร. 080-235-9724

Line id: natpisa.ki

Image Alt

จากชนบทสู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ เขาทำได้อย่างไร? (ตอนที่ 1)

  /  บทความน่ารู้   /  จากชนบทสู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ เขาทำได้อย่างไร? (ตอนที่ 1)
ไม่เรียนพิเศษ สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้

จากชนบทสู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ เขาทำได้อย่างไร? (ตอนที่ 1)

จากชนบทสู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยไม่ต้องเรียนพิเศษ เขาทำได้อย่างไร? (ตอนที่ 1)

… ต้นทุนชีวิตที่ต่ำเป็นเพียงข้ออ้างของความล้มเหลว ความสำเร็จที่สมเหตุสมผลไม่ควรมีข้อยกเว้น …

โรงเรียนประถม . . .

ในช่วงชั้นประถมศึกษา ผมเรียนอยู่ในโรงเรียนชนบทแห่งหนึ่งของ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ผมจะขอพูดถึงสระว่ายน้ำในโรงเรียนแห่งนี้เพื่อที่ผู้อ่านจะได้จินตนาการถึงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนได้ถูก สระว่ายน้ำ (ชั่วคราว) ของพวกเราสร้างขึ้นบนลำคลองหลังโรงเรียน เรือโรงเรียนจอดขนานขวางลำคลองสองฝั่งหัวท้าย จากนั้นใช้เชือกฟางขึงกั้นเพื่อเป็นลู่ว่าย ในทำนองเดียวกันมาตรฐานการศึกษาของเราก็ยังคงห่างไกลจากโรงเรียนในอำเภอเมืองเฉกเช่นเดียวกับความห่างไกลของมาตรฐานสระว่ายน้ำนั่นเอง

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่หยุดยั้งผมจากการเติบโตออกสู่โลกที่กว้างขึ้นได้ หลังจบชั้นประถมศึกษาผมพุ่งเป้าไปที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด แต่ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น เพราะการแข่งขันของการสอบเข้านั้นอยู่ในระดับสูง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเนื้อหาในโรงเรียนประถมของผมกับข้อสอบเข้าแล้วหละก็ เหมือนผมมีความพร้อมอยู่ไม่ถึง 10% จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขวนขวายหนังสือสรุปพร้อมข้อสอบของการสอบเข้า ม.1 จากร้านหนังสือเล็กจิ๋วละแวกบ้าน โชคยังดีที่พอจะหามาได้หนึ่งเล่ม ผมเริ่มต้นเตรียมตัวด้วยตัวเองโดยเน้นการทำโจทย์ และพยายามทำให้ดีที่สุดในวิชาเลข และวิทยาศาสตร์ซึ่งคิดว่าเป็นวิชาที่ถนัด รวมไปถึงข้อสอบวัดไอคิว (สมัยนั้นเรียกข้อสอบความถนัดทางการเรียน) ท้ายที่สุดจากการเตรียมตัวอย่างหนักผมก็สอบเข้าห้องคิงส์ของโรงเรียนประจำจังหวัดได้สำเร็จ … แต่นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้นเอง …

…การทำข้อสอบเพื่อสอบเข้า จงเลือกทำเต็มที่ในสิ่งที่ตนเองถนัด แม้จะได้ลำดับที่สุดท้ายเราก็ยังได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดี…

โรงเรียนมัธยมต้น . . .

เมื่อเข้าไปเรียนช่วงแรกต้องขอบอกว่าเป็นช่วงที่ค่อนข้างตรึงเครียดที่สุดครับ นักเรียนทุกคนส่วนใหญ่ในห้องผมมาจากโรงเรียนประถมประจำจังหวัด พื้นฐานการศึกษานั้นช่างแตกต่างกับผมสิ้นเชิง ด้วยการคาดหวังในตัวเด็กของอาจารย์โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้ข้อสอบนั้นยากมาก และไม่ค่อยสอนพื้นฐาน เน้นสั่งแต่โจทย์ให้ทำ และแน่นอนว่าเกือบจะมีผมคนเดียวที่ทำไม่ได้เลย ชนิดที่ว่ากลับบ้านไปทำการบ้านได้แต่นั่งมองปกหนังสืออย่างเดียว แล้วก็มีนั่งร้องไห้ให้พ่อแม่ฟังบางครั้งครับ ครั้นจะหาตัวช่วยเป็นการเรียนพิเศษ พวกเราก็ต้องปลง บ้านอยู่ไกล ฐานะทางการเงินไม่เอื้อต่อการเดินทางเข้าไปเรียนพิเศษในเมืองอย่างคนอื่นเขา ผมค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์ดีการเงินของครอบครัวดี ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ทางเดียวคือพยายามด้วยตัวเองครับ จริงๆแล้วผมไม่ค่อยตั้งความหวังอะไรมากกับการเรียนนับตั้งแต่วันนั้น พยายามอ่านและจำวิธีทำ ทำโจทย์ง่ายๆซ้ำๆวนๆ และเรียนรู้ที่ทำคะแนนให้เพียงพอที่จะสอบผ่านในห้องเรียนก็พอแล้ว การทำคะแนนได้อันดับต้นๆนั้นลืมไปเสียดีกว่าครับ แล้วก็เป็นแบบนั้นเรื่อยไปจนจบ ม.2 แบบล้มลุกคลุกคลาน แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ตอน ม.3 นี่แหละครับที่ชีวิตจะเริ่มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการว่า ต้องใช้ความขยันขนาดไหนในการเปลี่ยนตัวเองด้วยตัวเองครับ

ระหว่างปิดเทอม ม.2 ผมรู้สึกว่าการสอบเข้า ม.4 ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งท้ายทายเอามากๆ ใครๆต่างก็พูด และถามถึงกัน อาจารย์และเพื่อนหลายๆคนก็คอยยกตัวอย่างรุ่นพี่คนนั้นคนนี้ และชื่นชมกันสารพัด ผมเริ่มเกิดแรงบันดาลใจว่า แล้วเราหละจะเป็นแบบนั้นได้ไหม? ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าผมคงไปไม่รอด เพราะพื้นฐานเนื้อหาวิชาการที่ร่ำเรียนมาแทบไม่มีอะไรติดหัวผมอยู่เลย อย่าว่าแต่จะไปสอบแข่งกับเด็กๆในกรุงเทพเลย แค่เพื่อนในห้องยังมีความรู้พื้นฐานมากกว่าผมเยอะนัก เพราะส่วนใหญ่ผ่านการเรียนพิเศษเสริมมาอย่างต่อเนื่อง แต่นี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่ผมจะล้มเลิกความตั้งใจครับ ทันทีที่ผมตัดสินใจว่าจะลองดู ไปสอบเข้าโรงเรียนดังๆใน กทม ให้ได้ เพื่อแสดงให้ตัวเองได้เห็นว่าเราก็ทำได้เหมือนกันนะ วันรุ่งขึ้นผมรีบนั่งรถประจำทางเข้า กทม ทันที เป้าหมายของผมคือศูนย์หนังสือจุฬา วิชาแรกที่ผมจะต้องขุดตัวเองขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุดก็คือวิชาคณิตศาสตร์ ผมซื้อหนังสือโจทย์มาสองเล่ม 1.โจทย์ข้อสอบเก่าแข่งขันสมาคมคณิตศาสตร์ 2.โจทย์ข้อสอบเก่าเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา วิชาคณิตศาสตร์ (ปล ผมไม่รู้จักหรอกครับว่า รร เตรียมอุดมคือที่ไหน แต่รุ่นพี่เขาแนะนำหนังสือเล่มนี้มาครับ ห้าห้า) หลังจากได้หนังสือผมก็กลับบ้านต่างจังหวัดและไม่รีรอที่จะลงมือทำทันที ทันใดที่ลงมือทำผมก็ต้องอึ้งครับเพราะอ่านโจทย์แล้วเอ๋อไปเลย คือนั่งจ้องทั้งวันก็ทำไม่ได้ครับ ผ่านไปหนึ่งวันผมได้แค่นอนน้ำลายไหลคาโจทย์ พอวันที่สองผมเอาใหม่คราวนี้ผมไล่อ่านตามเฉลยเพื่อที่จะเรียนรู้เนื้อหาจากเฉลยเอาแบบสดๆร้อนๆ ผลที่ได้รับคือล้มเหลวเช่นเดิมครับ แม้แต่เฉลยผมอย่างอ่านไม่เข้าใจอะไรเลย ลองนึกง่ายๆครับเนื้อหาตามกระทรวงศึกษาง่ายๆผมยังจะไม่รอดเลย…

แต่นั่นก็ยังไม่ได้หยุดความตั้งใจครับ ผมมีความเชื่อว่าถ้าเราสามารถตั้งใจ ขยันได้อย่างที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้มาก่อนในชีวิต ก็น่าจะพอมีหนทางให้เราทำโจทย์พวกนี้ได้ … ปรากฎว่าหลังจากผมนั่งดูเฉลยโจทย์ข้อเดียวอยู่ 3 วัน ดูซ้ำๆทีละบรรทัด (ใครอดทนได้เท่านี้บ้างครับ? เรียกว่าตื่นนอนก็เปิดข้อเดิม ก่อนนอนก็เปิดข้อเดิม นั่งดูมันอยู่แบบนั้นเอง พยายามแกะขั้นตอนออกมาให้ได้ละเอียดที่สุด เพื่อทำความเข้าใจด้วยตนเอง) พอเริ่มจะมีเค้าลางๆ ผมก็เริ่มหาโจทย์ที่หน้าตาคล้ายๆกัน เอาเฉลยมาเทียบเฉลย เน้นการจำรูปแบบมากกว่าความเข้าใจ (มันเป็นสิ่งที่ผิดครับ แต่ทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะผมไม่มีพื้นฐานความรู้เพียงพอเลย) . . . ผ่านไป 2 เดือนผมเริ่มจำโจทย์บางแนวได้ และสามารถทำได้ทั้งๆที่บางข้อไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร แต่เพราะว่าเป็นแนวเดิมๆผมถึงทำได้ แต่จำนวนข้อที่ทำได้ก็ไม่ได้มากอะไรครับ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราอยากพยายามต่อไป… เสียเวลาไหมหละครับกับการงมเข็มในมหาสมุทรด้วยตัวเองคนเดียว …..โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

…การเรียนพิเศษไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่สามารถช่วยให้การงมเข็มในมหาสมุทรนั้นง่าย และเร็วขึ้น…