สมัครเรียนพิเศษ โทร. 080-235-9724

Line id: natpisa.ki

Image Alt

April 2015

  /    /  April

บทสรุปที่รวบรวมจากคนเรียนเก่ง ประสบความสำเร็จจากการเรียน 9 ข้อเด็ดๆ มีอะไรกันบ้างตามไปดูกันเลยจ้า 1. รู้จักแบ่งเวลาให้เป็น เรียนให้เป็นเวลา เล่นให้เต็มที่ ถ้าอยากเล่นในห้องเรียนก็ต้องอ่านหนังสือนอกห้องให้เยอะ ถ้าในห้องตั้งใจเรียน ก็แบ่งเวลาทบทวนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็ไปเล่นเกมส์ได้ 2. อ่านบทเรียนล่วงหน้า ทบทวนหลังเรียน ซึมซับโดยไม่ต้องจำ อ่านล่วงหน้าเผื่อว่าคุณครูสอนไม่รู้เรื่อง หรือสอนรวดเร็วไปตามไม่ทัน อ่านทบทวน ย้ำให้เข้าไปในหัว โดยไม่ต้องนั่งท่อง ใช่วิธีอ่าน และทำความเข้าใจหลายๆรอบ 3. ไม่คิดว่า "เอาไว้ก่อนค่อยทำ" งานการต้องรีบทำให้เสร็จ ไม่ดินพอกหางหมู เคล็ดลับสุดยอดอยู่ที่ว่า "งานไหนไม่อยากทำ ให้รีบทำก่อน" หลังจากทำสิ่งที่ไม่อยากทำเสร็จเราจะมีกำลังใจในการทำสิ่งต่อๆไปให้เสร็จลงได้อย่างรวดเร็ว 4. การสอบต้องเตรียมตัว ไม่ใช่อัดก่อนสอบสองสามวัน เนื้อหาเรียนกันเป็นเทอม เรียนกันเป็นปี คิดได้ไงมาติวสอบสองสามวันจบ คนเรียนเก่งไม่ทำกันจ้า บางคนอยากเข้าคณะแพทย์

ลองมาดูเทคนิคจีบสาวมัธยมของฝรั่งเป็นอย่างไรกัน? อย่างแรกคงต้องพูดถึงความแตกต่างของการจีบสาวในวัยเด็ก กับในวัยผู้ใหญ่ ในวัยเด็กนั้นจะมีลักษณะคล้ายการคบกันให้เกิดความสบายใจและความสุขไม่ได้คำนึงอะไรมากมายในระยะยาว แต่ถ้าเป็นการจีบสาวในวัยทำงาน คุณผู้หญิงเหล่านั้นอาจจะมองอะไรในระยะยาวออกไป เช่นหน้าที่การงาน ของคุณผู้ชาย เป็นต้น แต่ในวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าเด็กฝรั่งเขาจีบสาวๆมัธยมกันอย่างไร สิ่งที่เด็กผู้ชายฝรั่งต้องคำนึงเสมอก็คือว่าถ้าเพื่อนของสาวเจ้าไม่ชอบขี้หน้าเราเอามาก อาจจะเป็นอุปสรรคถึงขนาดสาวเจ้าไม่ยอมแม้แต่สนทนากับเรา เพราะการจะเข้าถึงสาวๆได้นั้นต้องผ่านการยินยอม ยอมรับจากเพื่อนฝูงเสียก่อน เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว เรามาเริ่มเทคนิคข้อแรกกันเลย 1. พยายามเป็นผู้ออกคำสั่ง ฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกแปลกซักหน่อยแต่ก็ได้ผลไม่ใช่น้อย เทคนิคข้อนี้คือต้องพยายามขอร้องให้สาวเป้าหมายทำสิ่งต่างๆเล็กๆน้อยๆเพื่อเรา เช่น ฝากเธอส่งจดหมายถึงเพื่อนคนอื่น หรือ ฝากเธอหยิบส่งของนั่นนี่เล็กๆน้อยๆ เป็นต้น ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆในทุกๆวันจะได้เข้าไปมีความโดดเด่นในชีวิตของสาวเจ้า 2. พยายามควบคุมการสนทนา เวลาคุยกันกับสาวเป้าหมาย นักเรียนหนุ่มๆฝรั่งจะพยายามเป็นผู้ควบคุมบทสนทนา พยายามโน้มน้าวคุยในเรื่องที่เป็นเป้าหมายของเรา หากเธอคนนั้นออกนอกเรื่อง เราควรโน้มน้าวกลับมาย้ำคุยเรื่องที่เราตั้งใจจะคุยให้เร็วที่สุด แล้วก็สิ่งที่เธอจะชอบอย่างยิ่งก็คือการพยายามถามเรื่องเกี่ยวกับเธอ เช่นเรื่องครอบครัว เป็นต้น เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดก็คือเรื่องอดีตของเธอในเรื่องของความรัก 3. พยายามเป็นอัศวิน ช่วยปกป้องเธอทั้งจากอันตราย และความน่าเบื่อต่างๆ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เธอยิ้มแย้มตลอดเวลา พยายามไปส่งเธอกลับบ้านทุกๆวัน หรือแม้กระทั่งนั่งกินข้าวมื้อกลางวันกับเธอทุกวัน 4. เคารพ และให้เกียรติ หนุ่มๆจะต้องรักษาระยะห่าง รู้จักวางตัว ไม่ใกล้ชิดจนเกินไป ไม่ควรก้าวข้ามเส้นที่เธอจะไว้วางใจ ถ้าหาไม่แน่ใจว่าจุดสมดุลอยู่ที่ไหน ให้สังเกตการตอบสนองของเธอ

มาดูกันว่าเด็กฝรั่งเขาเล่นอะไรกันในวันหยุด ปาร์ตี้โดนัท ถึงแม้จะเป็นงานสังสรรค์ แต่กว่าจะได้กินก็ต้องสนุกกันหน่อย ดูจากภาพแล้วไม่ใช่ง่ายๆนะจ๊ะ สร้างสันงานศิลปะด้วยการละลายสีเทียน ใช้ความร้อนจากไดเปล่าผมมาละลายสีเทียนเพื่อสร้างสรรงานศิลปะแปลกตา ดูจะเปลืองไปซะหน่อย แต่ว่าเป็นศิลปะที่ช่างแปลกตาดี ใครอยากลองทำเล่นก็ระวังโดนดุนะจ๊ะ เล่น Angry bird มาเล่นของจริงกันดีกว่าจ้า แต่ล้มแล้วต้องมานั่งเรียงใหม่นะจ๊ะ หรือจะเล่นในเกมส์ดีกว่า อิอิ เล่น Fruit Ninja เล่นของจริงกันเลยทีเดียว อันนี้น่าสนุกนะครับพี่ว่า แต่คงเล่นในบ้านไม่ได้ แล้วระวังอย่าใช้ของมีคมแบบดาบจริงหล่ะครับ ดาบของเล่นก็เพียงพอ มาเล่นซ่อนหาในเขาวงกตกันดีกว่า เหมาะกับเด็กตัวเล็กๆนะเนี่ย ถ้าโตแล้วคงต้องเหนื่อยสร้างใหญ่น่าดู แต่ถ้ามีที่เก็บก็เก็บไว้เล่นได้เรื่อยๆเลยจ้า ปาเป้าสดชื่น มาเล่นสงกรานต์แบบนี้กันดีกว่า อยากให้เพื่อนเปียกก็ต้องมีฝีมืดีด้วย น่าสนุกจริงๆจ้า ที่มารูปภาพhttp://thehappyhousewife.comhttp://ontobaby.comhttp://buzzfeed.comhttp://ovethemmadly.comhttp://theberry.comhttp://karaspartyideas.blogspot.comhttp://emphasisadded.tumblr.com  

กำจัดอาหารปวดหัวด้วยวิธีง่ายๆโดยไม่ต้องกินยา ด้วย 6 เคล็ดลับสุดง่าย น้องๆหลายคนอาจจะเคยปวหัวจากการเรียน การสอบ การอ่านหนังสือ หรือการทำการบ้าน สาเหตุหลักๆของการปวดหัวนั้นมีอยู่หลายอย่าง เช่น ความเครียด การขาดน้ำ การนอนไม่เพียงพอ หรือ ไมเกรน เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะปวดหัวจากอะไรก็ตามเคล็ดลับ 6 ข้อต่อไปนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจนหายได้ง่ายโดยไม่ต้องกินยา และจะทำให้การเรียนในห้องเรียน การเรียนพิเศษ การสอบ การอ่านหนังสือ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 1. ดื่มน้ำให้เยอะๆ เพราะอากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ร่างกายขาดน้ำเป็นสาเหตุต้นๆของการปวดหัวได้ง่าย 2. เอาน้ำแข็งประคบที่หน้าผาก วิธีการนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดเพราะความเย็นจะทำให้รู้สึกชา อีกทั้งความเย็นจากน้ำแข็งจะไปช่วยขยายตัวหลอดเลือด ทำให้เลือดหมุนเวียนเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น 3. เอาถุงน้ำร้อนประคบไว้ที่คอ ความร้อนของน้ำจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายตัว ความเกร็ง ความเครียด ของกล้ามเนื้อก็จะหายไปในที่สุด 4. ดื่มน้ำมะนาว น้ำมะนาวจะช่วยปรับสมดุลของความเป็นกรดในร่างกาย ยิ่งตอนเช้าๆถ้าดื่มน้ำมะนาวตอนท้องว่างๆจะทำให้ช่วยขับไล่กรดที่อยู่ตามกล้ามเนื้อให้หมดไป ความล้า ความเครียดของกล้ามเนื้อที่ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยก็จะหายไป เรียกได้ว่าเป็นน้ำแห่งความสดชื่นเลยทีเดียว 5. แอปเปิ้ล ทำหน้าที่คล้ายๆน้ำมะนาว แต่ว่าถ้าเป็นแอปเปิ้ลเขียวจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้ดีสุดๆ 6. Peppermint เปปเปอร์มินท์ ส่วนมากก็จะหากินได้ในรูปของน้ำชา

น้องๆที่อยากประสบความเร็จต้องฟังทางนี้!!! บทความนี้จะบอกถึงเทคนิคที่รวบรวมจากผู้ประสบความสำเร็จในการเรียน สรุปได้ 8 ข้อ ดังนี้ 1. คิดแล้วทำเลย สรุปง่ายๆก็คืออย่าผลัดวันประกันพรุ่ง สำหรับน้องๆนักเรียนคงเคยเก็บการบ้านหลากหลายวิชาไว้ไปทำกันวันก่อนส่ง หรือผลัดวันอ่านหนังสือไปอ่านวันก่อนสอบ สุดท้ายก็จะทำไม่ทัน หรือไม่มีประสิทธิภาพ เพราะต้องทำหลายๆอย่างพร้อมๆกันให้ทันเวลา สำหรับการพิชิตข้อสอบสิ่งที่ควรทำคืออ่านหนังสือวันละเล็กวันละน้อยเก็บสั่งสมไว้ไปเรื่อยๆ พอครั้นใกล้สอบก็ทำมาทบทวนรวดเดียวตั้งแต่ต้นจนจบซักรอบก็สามารถจะทำข้อสอบได้แล้ว อ่านและฝึกฝนทำโจทย์ให้เท่าทันหรือล่วงหน้าเนื้อหาที่สอนในห้องอยู่เสมอ หรือการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยมิใช่ว่าจะมาเตรียมตัวกันตอน ม.6  ต้องอย่าลืมกันนะครับว่า เนื้อหาทั้งหมดทุกวิชาเรียนกันมาตั้ง 3 ปี จะมาอ่านทบทวนไม่กี่เดือน แล้วจะไปสอบทำคะแนนสู้ใครได้ โดยเฉพาะคณะแพทย์ที่การแข่งขันสูง ส่วนใหญ่ผู้ที่สอบได้เตรียมตัวกันตั้งแต่ ม.4 เลยทีเดียว หรือการเตรียมตัวสอบเข้า ม. 4 โรงเรียนชื่อดังอย่างเตรียมอุดมศึกษา การจะเตรียมตัวแค่ไม่กี่เดือนก่อนสอบก็เป็นไปได้ยากมากครับที่จะสอบติด รับหลักร้อย มาสอบกันเป็นหลักหมื่น ส่วนใหญ่คนที่สอบติดเตรียมตัวล่วงหน้ากันมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไปเลยทีเดียวครับ 2. เชื่อมั่นในตัวเอง อย่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม อย่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงแข่ง ถ้าเริ่มต้นด้วยการคิดว่าตนเองไม่สามารถทำได้แน่ๆ วิชานี้ยากเราคงต้องยอมสอบตก คณะนี้ยากเราคงเข้าไม่ได้แน่ๆจำยอมไปเรียนคณะที่เข้าง่ายๆดีกว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการสอบ แบบนี้ผลที่จะได้รับก็คงหนีไม่พ้นสอบตก หรือสอบเข้าไม่ได้ แต่หากถ้าเราเปลี่ยนความคิด อยากเข้าคณะอะไร

ธรณีวิทยาอาชีพที่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แท้จริงแล้วเงินเดือนดีสุดๆ ธรณีวิทยาเรียนเกี่ยวกับอะไร? ธรณีวิทยาที่จะสามารถทำเงินได้ก็จะต้องเน้นไปที่การศึกษาเพื่อเพื่อสำรวจทรัพยากรวัตถุดิบเพื่อการสร้างพลังงาน เช่นถ่านหิน ก๊าส น้ำมัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะซ่อนอยู่ตามธรรมชาติ ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการเกิดของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเหล่านี้จะทำช่วยให้การค้นหานั้นประสบความสำเร็จ นักธรณีวิทยาจึงต้องมีความรู้ ในการใช้งานเครื่องมือ เทคโนเลยีการค้นหา ประกอบกับทฤษฎีในการคาดคะเนให้เกิดการสำรวจอย่างแม่นยำและถูกจุดพื้นที่ เพื่อให้คุ้มค่าแก่การนำมาใช้ หลายคนอาจคิดว่าการเกิดดินหินแร่ ชนิดคุณสมบัติ  การเรียงตัวของชั้นหินเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่มันจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไปถ้าเราสามารถทำเงินจากความรู้เหล่านี้ได้ ธรณีวิทยาเปิดสอนที่ไหนบ้าง? นี่คือตัวอย่างของ 4 คณะ 4 มหาวิทยาลัย ที่ผลิตนักธรณีวิทยาที่ทรงคุณภาพให้กับบริษัทสำรวจผลิจพลังงานชั้นนำ อย่างเชฟรอน หรือ ปตท สผ โดยเฉพาะเชฟรอนนั้นในทุกๆปีจะมอบทุนการศึกษาให้ผู้ที่สนใจศึกษาต่อสาขาเหล่านี้ด้วย แถมเงินเดือนให้ใช้อีกต่างหากคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คณะเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี มหาวิทยาลัยขอนแก่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ธรณีวิทยาทำงานอะไรได้เงินเดือนดี? เช่นเดียวกับทุกอาชีพหากคุณตั้งใจเรียนและเป็นคนเก่ง บริษัทใหญ่ๆก็จะต้องการตัว และนั่นนำมาซึ่งเงินเดือนที่สูงมาก เงินเดือนธรณีวิทยาของ บริษัทสำรวจและผลิตพลังงานอย่าง

เทคนิคการอ่านหนังสือสอบให้จบ และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว วันนี้เราจะมานำเสนอเคล็ดลับอื่นๆของเด็กที่ประสบความสำเร็จจากการเรียนนอกเหนือไปจากการเรียนพิเศษ นั่นก็คือเคล็ดลับการอ่านหนังสือสอบนั่นเอง น้องๆหลายคนคงเคยประสบปัญหาที่คุณครูสั่งการบ้านเยอะทุกวิชาจนไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือสอบเพื่อทำเกรดให้ได้ดีๆ บทความนี้จะทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไปเพราะเราจะลดเวลาการอ่านหนังสือลงได้เยอะ แถมเข้าใจเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เทคนิคสุดยอดนี้สามารถสรุปออกได้เป็น 4 ข้อ 1. การมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือ การมีสมาธิไม่ได้หมายความว่าเราเพียงแค่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเราต้องอ่านหนังสือ แต่หมายความว่าเราต้องลืมเรื่องอื่นๆไปก่อน โดยเฉพาะยุคนี้สิ่งที่จะทำให้เราคิดฟุ้งซ่านหลุดไปจากบทเรียนก็คือ social media อย่าง facebook หรือ twitter นั่นเอง หลายครั้งเราเสียเวลาไปอย่างมากโดยไม่รู้ตัวกับการนั่งอ่าน newfeeds ที่ลอยขึ้นมาบนหน้า facebook เรื่องราวต่างๆเริ่มเข้ามาขัดขวางการจดจำหรือจดจ่อกับบทเรียนที่เรากำลังอ่านอยู่ บางทีเราก็เผลอไปคิดเรื่องของคนอื่น เรื่องของเพื่อนฝูง เรื่องของดารา เป็นต้น หรือบางครั้งเราก็อดใจไม่ได้จนต้องอัพเดท status ของตัวเอง ข้อความยอดฮิตที่หลายคนชอบโพสในช่วงสอบอาจเป็นว่า "อ่านหนังสือไม่ทันละเว้ย" แท้จริงแล้วที่จะอ่านไม่ทันก็เพราะนั่งเล่น facebook อยู่นั่นเอง เพราะหลังจากทำการอัพเดท status หรือสถานะส่วนตัวแล้ว หลายคนก็อดใจที่จะติดตาม

ภาษาไหนมาแรง ภาษาไหนมีอนาคต เรียนภาษาไหนเป็นภาษาที่สามดี? เทรนกำลังมา!!! รู้มากภาษาเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ เนื่องจากคนทั้งโลกได้เชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็วผ่านระบบอินเทอร์เนตความเร็วสูง ต่างคนต่างชนชาติดังนั้นการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพูดคุย แลกเปลี่ยน ค้าขายกันผ่านสังคมออนไลน์ แต่น้องๆหลายคนที่กำลังเลือกเรยนภาษาที่สามนอกจากไทยและอังกฤษ คงจะเกิดคำถามแรกที่เหมือนกันคือ เราควรจะเรียนภาษาอะไรเพิ่มดี? บทความนี้จะขอแนะนำภาษาที่แทบจะไปอยู่รอดได้ทุกผืนแผ่นดินบนโลก เพราะคนชนชาตินี้ได้ตั้งถิ่นฐานมากมายทั่วโลก คนชาติที่ว่าก็คือคนจีนนั่นเอง ทำไมต้องเรียนภาษาจีน? 1. ภาษาจีนเป็นหนึ่งในภาษาที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยมีมาบนโลก มีการสืบทอดผ่านวัฒนธรรมมากกว่า 5พันปี 2. ประชากรจีนมีมากที่สุดในโลกประมาณ 1.28พันล้านคน 3. 1 ใน 5 ของประชากรโลกพูดภาษาจีนได้ 4. ในเอเชีย และAEC คนพูดภาษาจีนกันมากมาย เต็มไปด้วยสังคมจีน 5. ขนาดเศรษฐกิจของประเทศจีนใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เร็วๆนี้อาจจะเป็นที่หนึ่งก็เป็นได้ครับ 6. เป็นประเทศที่ค้าขายกับสหรัฐคิดเป็นมูลค่ามากที่สุดในโลก 7. บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกามากมายลงทุนระยะยาวในประเทศจีน ภาษาจีนเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพอย่างไร? 1. บริษัทระดับนานาชาติต้องการคนที่พูดเป็นมากกว่าหนึ่งภาษา และตลาดของจีนก็ใหญ่มาก ดังนั้นการเข้าใจภาษาจะทำให้เข้าใจวัฒนธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทไหนก็ต้องการตัวเพื่อจะติดต่อค้าขายกับคนจีนได้อย่างประสบความสำเร็จ 2.

7หมัดเด็ด!!! เคล็ดลับในการอ่านหนังสือของคนเรียนเก่ง อยากเก่งต้องลองดู 1. การะปรับทัศนคติ ขั้นที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นขั้นเริ่มต้น เราจะต้องปรับความคิดของตัวเองให้เกิดมุมมอง และทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือเสียก่อน เช่น ถ้าเราอ่านแล้วจะรู้เยอะกว่าไม่อ่าน ถ้าเราอ่านเยอะกว่าเพื่อนเราก็จะรู้เยอะกว่าเพื่อน ถ้าเราอ่านมากเพียงพอเราก็จะรู้เยอะกว่าครูที่ออกข้อสอบ และสุดท้ายเราก็จะทำข้อสอบยากๆได้สบาย เพราะเรารู้หมดแล้วไม่ใช่เดา เป็นต้น 2. สร้างแรงจูงใจ มีวิธีการหลายแบบในการสร้างแรงจูงใจขึ้นอยู่กับช่วงอายุ และความต้องการของแต่ละคน ในที่นี้ผู้เขียนจะขอเสนอตัวอย่างวิธีการสร้างแรงจูงใจใจแบ่งตามช่วงอายุที่ผู้เขียนได้ทดลองใช้มาแล้วกับตัวเอง ดังนี้ 2.1 แรงจูงใจในวัยเด็กประถม เช่น บางคนอยากได้ของรางวัล ของเล่น หรือการได้ไปเที่ยวก็สามารถทำการตกลงกับพ่อแม่ได้ว่าถ้าผลการเรียนดีขึ้นขนาดไหนถึงจะได้รางวัลหรือสิ่งที่ต้องการ หรือ บางคนอยากจะเล่นเกมส์กี่ชั่วโมงก็ต้องอ่านหนังสือเป็นจำนวนชั่วโมงตามนั้นมาแลกกับการได้เล่นเกมส์ หรือถ้าผลการเรียนดีขึ้นก็จะได้เล่นเกมส์มากขึ้น เป็นต้น 2.2 แรงจูงใจในวัยเด็กมัธยม เช่น บางคนมีความฝันที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ หรือมหาวิทยาลัยดีๆ หรืออยากที่จะได้ทุนการศึกษาไว้ใช้จ่ายส่วนตัว เด็กเหล่านี้ก็จะต้องพยามทำผลการเรียนให้ดีอยู่ตลอดเวลา เพราะในปัจจุบันการแข่งขันสูงมากจนจะเตรียมตัวล่วงหน้าแค่ปีเดียวไม่พออีกต่อไปแล้ว ทุกคนจำเป็นที่จะต้องมีความฝัน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียน การทำข้อสอบไปเรื่อยๆ โดยเมื่อเหนื่อยหรือท้อให้มองไปที่จุดหมาย ว่าพอถึงวันนั้นเราอยากเป็นผู้ที่คว้าฝันเอาไว้ได้ หรือได้แต่นั่งมองให้ความฝันลอยหลุดมือไป 3. จำด้วยภาพ พยายามสรุปเนื้อหาทุกครั้งที่อ่านหนังสือแต่ละบทเรียนเสร็จ ให้ออกมาในรูปแบบรูปภาพ แผนภาพ