สมัครเรียนพิเศษ โทร. 080-235-9724

Line id: natpisa.ki

Image Alt

Author: upupgrade

  /  Articles posted by upupgrade (Page 3)

มีอยู่หลายครั้งที่นักธรณีวิทยาได้ค้นพบซากพิชและซากสัตว์ต่างๆมากมายอยู่บนยอดเขา สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งภูเขาคงจะเคยเป็นพื้นพิภพใต้ทะเลมาก่อนเป็นแน่ ตามลักษณะที่นักธรณีวิทยาสันนิษฐานแล้วเชื่อว่า ภูเขาบางลูกนั้นเกิดจากการทับถมกันของชั้นตะกอนที่มีน้ำหนักเป็นล้านๆตันที่ทับถมกันอยู่ใต้ท้องทะเล เมื่อน้ำหนักของชั้นตะกอนมีมากขึ้นก็จะไปกดเปลือกโลก เป็นเหตุให้เปลือกโลกเกิดการดันตัวขึ้นมากลายเป็นภูเขา ส่วนประกอบของภูเขาแต่ละลูกนั้นมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน หากเป็นภูเขาที่ประกอบด้วยหินปูนและหินทรายเป็นส่วนใหญ่ ภูเขานั้นจะมีลักษณะชันและแหลมมาก เหมือนเขาแอลป์ ในยุโรปก็เป็นภูเขาประเภทนี้ ส่วนภูเขาที่เกิดจากการระเบิดของหินภายในเปลือกโลก เช่นหินแกรนิต จะไม่ชันมาก เพราะภูเขาประเภทนี้อายุมากแล้ว

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เมื่อลมพัดผ่านผิวน้ำจะทำให้เกิดคลื่น คลื่นนั้นจะไปกระทบกับหน้าผา ความแรงของคลื่นจะขึ้นอยู่กับความเร็วของลม เมื่อลมพัดแรง คลื่นจะแรงจัดตามไปด้วย เมื่อคลื่นไปกระทบกับหน้าผาแล้ว ทำให้หินดินทรายบริเวณที่ถูกคลื่นกระทบนั้นเริ่มกร่อนไปทีละน้อย นานวันเข้า หินดินทรายบริเวณนั้นก็จะถูกน้ำพัดออก และกลายเป็นโพรงที่มีขนาดใหญ่ ในที่สุดก็จะกลายเป็นถ้ำ หากบริเวณที่คลื่นพัดไปกระทบนั้นเป็นหินแกร่งมาก น้ำก็ไม่สามารถจะเซาะได้ จะทำให้น้ำที่กระทบหินนั้นวนไปบริเวณข้างเคียง แล้วเซาะหินบริเวณข้างเคียงที่ออนกว่าและกลายเป็นถ้ำจนได้

ในทุกวันจะปรากฎมีน้ำขึ้นน้ำลงวันละ 2 ครั้ง น้ำขึ้นและน้ำลงเป็นผลมาจากแรงดึงดูดระหว่างโลกและดวงจันทร์ ดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนั้น เมื่อหมุนผ่านไปยังจุดใดของโลก จะทำให้น้ำบนผิวโลกขึ้นพร้อมกัน 2 ส่วน ส่วนที่เป็นบริเวณที่อยู่ตรงกับดวงจันทร์ และอีกส่วนหนึ่งคือบริเวณที่อยู่ตรงข้ามกับจุดที่มีน้ำขึ้นนั้น ในรอบ 1 ปี จะมีน้ำขึ้นมากที่สุด 2 ครั้ง ซึ่งปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ใกล้โลกมากที่สุด เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ระยะน้ำขึ้นสูง

หากเราเคยสังเกตเรือที่ลอยอยุ่ในทะเล เราจะเห็นว่า ในขณะที่คลื่นผ่านไปใต้ทะเล เรือจะลอยขึ้นบนยอดคลื่น แล้วเคลื่อนลงไปสู่ท้องคลื่น พูดง่ายๆก็คือเรือจะเคลื่อนไปข้างหน้าแล้วถอยหลังกลับมายังตำแหน่งเดิม ความจริงแล้วที่เรือแกว่งไปมาในทะเลนั้นก็เหมือนกับรถที่วิ่งอยู่บนถนน แต่เรือเคลื่อนไปไม่ได้เหมือนรถ ก็เพราะคลื่นเคลื่อนที่ช้า เนื่องจากคลื่นนั้นเป็นเพียงพลังงานที่เคลื่อนผ่านน้ำเท่านั้นเอง ยิ่งหากเคลื่อนผ่านบริเวณน้ำตื้น จะทำให้การหมุนของคลื่นไม่ครบวงจร และจะแตกสลายไปในที่สุด เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็เพียงแต่ทำให้เรือแกว่งไปมาเท่านั้นเอง

เมื่อเราโยนก้อนหินลงไปในน้ำ เราจะเห็นคลื่นกระจายออกจากจุดที่ก้อนหินตกลงไป เมื่อดูแล้วทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนน้ำเคลื่อนที่ไป แต่ความตริงแล้ว คลื่นที่เรามองเห็นนั้น เป็นเพียงพลังงานของคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านน้ำไป เป็นเหตุให้น้ำมีลักษณะเป็นคลื่นไปด้วย ลักษณะของคลื่นนั้น ส่วนที่อยู่บนสุดเราเรียกว่ายอดคลื่น ส่วนที่อยู่ระหว่างยอดคลื่น 2 ยอดเรียกว่าท้องคลื่น คลื่นที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเรียกว่า ขบวนคลื่น คลื่นลูกแรกที่เกิดขึ้นเรียกว่าแนวหน้าคลื่น สาเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นนั้น โดยเฉพาะในทะเลก็คิอ ลม ลมเป็นสาเหตุสำคัญ กล่าวคือเมื่อลมพัดผ่านน้ำ แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดน้ำเอาไว้ ทำให้น้ำส่วนที่ถูกลมพัดนูนสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อน้ำถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเอาไว้ น้ำจึงหุบลงไป ทำให้มีลักษณะเป็นคลื่น ยิ่งถ้าลมแรงมาก คลื่นจะใหญ่ตามไปด้วย คลื่นที่มีขนาดใหญ่มากเรียกว่า ซึนามิ คลื่นชนิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล

หากเราเทน้ำเกลือไว้ในกะละมัง แล้วนำไปผึ่งแดด 2-3 วัน น้ำในกะละมังจะระเหยไปเรื่อยๆ น้ำที่เหลือในกะละมัง จะเค็มขึ้นทุกที สุดท้ายจะเหลือเพียงเกลือขาวๆให้เราเห็น ปรากฎการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับน้ำทะเลเมื่อสมัยประมาณหนึ่งล้านปีมาแล้วเช่นกัน น้ำทะเลจะระเหยกลายเป็นไอ อีกส่วนหนึ่งจะถูกลมพัดไปตกบนพื้นโลก เมื่อฝนตกน้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ทะเล และในขณะที่น้ำไหลลงมานั้นก็จะพัดพาเอาเกลือที่อยู่บนหินและดินลงไปสู่ทะเลด้วย ปรากฎการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นเวลานับล้านๆปี จึงเป็นสาเหตุให้น้ำทะเลเค็ม ในน้ำทะเล 1 ลิตร จะมีเกลือหนักถึง 15 กรัม หากเป็นทะเลปิด เช่น ทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) จะมีปริมาณของเกลือสูงมาก